เปลี่ยนการแสดงผล
ตัวอักษรขนาดเล็ก  ตัวอักษรขนาดปกติ  ตัวอักษรขนาดใหญ่  line  ธีมสีขาว  ธีมสีเขียว  ธีมสีเหลือง
English  ภาษาไทย
   

สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

ถานการณ์โรค

โรคไข้เลือดออก 28 ก.ย. 2559 - 10:43 น.
สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี 2559
คำอธิบายโรคไข้เลือดออก (Face Sheet)
จำนวนผู้ป่วยสะสม DHF+DF+DSS ณ วันที่ 27 ก.ย. 2559 (สัปดาห์ที่ 38)
จำนวนผู้ป่วย 44,396 ราย
จำนวนผู้ป่วยตาย 33 ราย
อัตราป่วยต่อแสนประชากร 67.86 ราย
อัตราตายต่อแสนประชากร 0.05 ราย
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) 0.07 ราย
สถานการณ์ไข้เลือดออก สัปดาห์ที่ 38
โรคสครับไทฟัส 25 ก.ย. 2559 - 07:10 น.
สถานการณ์โรคสครับไทฟัสในประเทศไทย ปี 2559
คำอธิบายโรคสครับไทฟัส (Face Sheet)
จำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 20 ก.ย. 2559 (สัปดาห์ที่ 37)
จำนวนผู้ป่วย 4,156 ราย
จำนวนผู้ป่วยตาย 0 ราย
อัตราป่วยต่อแสนประชากร 6.35 ราย
อัตราตายต่อแสนประชากร 0.00 ราย
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) 0.00 ราย
โรคลิชมาเนีย
สถานการณ์โรคลิชมาเนีย ปี
คำอธิบายโรคลิชมาเนีย (Face Sheet)
จำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ (สัปดาห์ที่ )
จำนวนผู้ป่วย ราย
จำนวนผู้ป่วยตาย ราย
อัตราป่วยต่อแสนประชากร ราย
อัตราตายต่อแสนประชากร ราย
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) ราย
โรคเท้าช้าง 20 มิ.ย 2557 - 15:59 น.
คำอธิบายโรคเท้าช้าง (Face Sheet)
ข่าวโรคเท้าช้าง 

สถานการณ์โรคเท้าช้าง

ปี 2558
 - เมษายน (์NEW)

ปี 2557 
 -  พฤศจิกายน
 -  มิถุนายน

ข้อมูลสถิติโรคเท้าช้าง 
แผนที่โรคเท้าช้าง  2557
โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 03 มี.ค. 2557 - 13:10 น.
คำอธิบายโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Face Sheet)



สำนักระบาดวิทยาสรุปสถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลาย
วันที่ 1 ม.ค. - 6 ส.ค 2559
โรคมาลาเรีย 03 มี.ค. 2557 - 13:11 น.
คำอธิบายโรคมาลาเรีย (Face Sheet)
 สถานการณ์โรคมาลาเรีย  ประจำสัปดาห์ที่ 1 - 38 พ.ศ. 2559 (ปีปฎิทิน)

รายงานสถานการณ์มาลาเรียข้อมูล : ตั้งแต่ 1 มกราคม - 23 กันยายน  2559
 

ผู้ป่วยไทยทั้งประเทศ
8,404 ราย (ลดลง  12.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว)
ผู้ป่วยต่างชาติ 4,204
ราย (ลดลง 49.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว)



Malaria Situation in Thailand week  1 - 38 ( 23 Sep 2016 )
                   <  1  Jan 2016  -  23 Sep  2016  >

No. of Thai malaria cases               =  8,404
No. of  Foreigner  malaria cases     =   4,204
ข้อมูลย้อนหลังรายสัปดาห์
ข้อมูลมาลาเรียรายเดือน (2555)

โรคติดต่อนำโดยแมลงอื่นๆ 25 ก.ค. 2559 - 09:16 น.


 กอบกาญจน์ กาญจโนภาศ
นักวิชาการสาธารณสุข 9 ชช
สำนัก โรคติดต่อนำโดยแมลง

ชื่อ “โรคลิชมาเนีย” อาจไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไป เนื่องจากโรคนี้ไม่เคยมีการแพร่ระบาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีรายงานแหล่งแพร่โรค

ลิชมาเนียไม่ต่ำกว่า 74 ประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง แถบเมดิเตอร์เรเนียน อัฟริกาเหนือ อเมริกากลาง และตอนเหนือของอเมริกาใต้ เขตปรากฏโรคทางภูมิศาสตร์ไม่ค่อยแน่นอน เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ต้องแจ้ง และปรากฏอยู่ในชนบท นอกจากนี้ความชุกของโรคเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของดินฟ้า อากาศ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้จัดโรคนี้เป็น 1 ใน 6 ของโรคที่มีความสำคัญในเขตร้อน โดยประมาณการไว้ว่าประชากรกว่า 200 ล้านคน อยู่ในเขตที่อาจติดโรคและมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ 1.2 ล้านคน และเสียชีวิตปีละ 1,000 คน(TDR,1977)

ประเทศไทย เคยมีรายงานการพบผู้ป่วยโรคลิชมาเนียอยู่บ้าง ประปราย แต่เป็นชาวต่างชาติกับคนไทยที่มีประวัติไปทำงานทางตะวันออกกลางกลับมา สภาพการณ์ปัจจุบันประชากรมีการเคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กันมากขึ้น จะโดยลักษณะทางท่องเที่ยว ติดต่อทางธุรกิจ หรือกรณีคนไทยไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง และคนไทยมุสลิมไปร่วมพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโรคชุกชุมหลายแสนคนต่อปี รวมทั้งแรงงานต่างด้าวเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศ เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่อาจเกิดโรคลิชมาเนียขึ้น ในประเทศไทยได้เนื่องจากมีรายงานการพบริ้นฝอยทรายชนิดที่เป็นพาหะในพื้นที่ ต่าง ๆ หลายแห่ง ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำทุกท่านมารู้จักกับโรคลิชมาเนียอย่างสังเขป ดังนี้

โรคลิชมาเนีย มีสาเหตุจากเชื้อโปรโตซัวในสกุลลิชมาเนีย (Leishmania) ซึ่งอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาว (Macrophage) ของคน โดยเรียกระยะนี้ว่า amastigote และแพร่สู่คนอื่นโดยผ่านการกัดของแมลง “ริ้นฝอยทราย” ซึ่งหลังจากกินเลือดของผู้ป่วยแล้ว amastigote จะใช้เวลาประมาณ 4-15 วันเจริญเติบโตเป็นระยะ promastigote อาศัยอยู่ตรงบริเวณคอหอย เป็นโรคของสัตว์แต่แพร่สู่คนได้ (zoonosis) สัตว์รังโรคเป็นสัตว์กัดแทะจำพวก กระรอก กระแต หนู สุนัข เป็นต้น

เชื้อลิชมาเนียในเม็ดเลือดขาว
ริ้นฝอยทราย พาหะโรคลิชมาเนีย

เชื้อลิชมาเนียแต่ละชนิดก่อเกิดพยาธิสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน

1. ประเภทก่อเกิดแผลที่ผิวหนังและเยื่อบุ (Cutaneous and Mucocutaneous leishmaniasis : CL and MCL) Cutaneous leishmaniasis หรือเรียกอีกชื่อว่า Oriental sore โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง มี 2 ชนิด คือ ชนิดแผลผื่นเปียกในเขตชนบท (wet rural form ) เกิดจากเชื้อ L.major และชนิดแผลผื่นแห้งในเขตเมืองใหญ่ (dry urban form ) เกิดจากเชื้อ L.tropica เป็นโรคของคนแต่ถ่ายทอดสู่สัตว์ได้เช่นกัน

ส่วน Mucocutaneous leishmaniasis ลักษณะของโรคจะเป็นแผลตามรอบปากและจมูก มีหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเชื้อโรคและความรุนแรงของโรค ชนิดที่เรียกว่า espundia ร้ายแรงที่สุด ตัวเชื้อโรคคือ L.brazilliensis ขนิดUtaไม่ร้ายแรงเท่ากับชนิดแรก ตัวเชื้อโรคคือ L.peruviana และชนิด Ulcer ไม่ร้ายแรง ตัวเชื้อโรคคือ L.mexican








      
      
 
   
เยื่อบุบริเวณปากและจมูกถูกทำลายจากเชื้อลิชมาเนีย

ลักษณะทางคลินิก
1. ขึ้นเฉพาะที่ มี 3 แบบ

1.1 แบบเฉียบพลัน ผิวหนังตรงบริเวณถูกริ้นฝอยทรายกัดจะเกิดเป็นตุ่มแดง ขนาด 3-4 ซ.ม. แล้วค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ต่อมาแตกเป็นแผล ไม่เจ็บ อาจมีอาการคันบ้างเล็กน้อย ขอบแผลนูนขึ้น น้ำเลือดหรือน้ำเหลืองแห้งกรังติดบนแผล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโตและอักเสบ เมื่อแผลหายแล้วอาจปรากฏมีแผลเป็นได้ ประมาณ 10 % ของแผลเหล่านี้จะกลายเป็นแผลลักษณะคล้ายแผลซิฟิลิสหรือวัณโรคที่ผิวหนังตรง กลางแผลมีลักษณะปกติ แต่ขอบแผลบวมแดง แผลนี้ใช้เวลานายหลายปีกว่าจะหาย


ตุ่มแดงนูนจากการถูกริ้นฝอยทรายกัด
     
 
แผลขอบนูน


แผลเปียก

 

1.2 แบบเรื้อรัง ขึ้นเป็นผื่น หนาสีแดง อยู่นานเป็นปี อาจดีขึ้นและเป็นใหม่อยู่เรื่อย ๆ มักเป็นที่หน้าและใบหู อาจมี 1 ถึงหลายตุ่ม ต่อมน้ำเหลืองไม่โต

1.3 แบบเป็น แผลเป็น เริ่มต้นคล้ายแบบเฉียบพลัน หายแล้วมีแผลเป็น แม้ว่าหายแล้วนานหลายปีอาจเป็นขึ้นใหม่ได้ มีสีน้ำตาลแดงตามขอบ

2. ชนิดเป็นทั้งตัว อาจเป็นแบบตุ่มเล็ก ๆ ทั่วไป หรือเชื้อกระจายไปตามตัว อันเนื่องมาจากถูกกัดหลายแห่ง หรือภูมิต้านทานต่ำ เริ่มเป็นตุ่มเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายออก ผิวขรุขระ นูน หนา และแตกออก ก่อเกิดสภาพอวัยวะภายใน (Visceral leishmaniasis :VL) เรียกอีกชื่อว่า Kala-azar หมายถึง “Black fever” เพราะเมื่อเป็นโรคนี้นาน ๆ จะทำให้ผิวหนังสีคล้ำขึ้นลักษณะทางคลินิก
 
   
เชื้อลุกลามกระจายทั่วตัว

อาการของโรคจะค่อยเป็น ค่อยไป อย่างช้า ๆ ระยะฟักตัวมีตั้งแต่สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน (เฉลี่ยประมาณ 3-6 เดือน) เคยมีรายงานระยะฟักตัวนานถึง 9 ปี ระยะ 2-8 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย และมีอาการไม่สบายในท้อง อาจท้องเดิน ท้องผูก เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ บางครั้งอาจมีไข้สูงขึ้นมาคล้ายเป็นมาลาเรีย ไข้อาจเป็นเวลา ชนิด intermittent, remittent และร่วมกับมีอาการท้องเดิน ไอแห้ง ๆ อาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดออกทางจมูก ไรฟัน มีจุดเลือดออกตามตัวและทางเดินอาหาร เป็นต้น หลังจากนั้นผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียมากขึ้นเรื่อย ๆ และท้องอืด ท้องโต คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังแห้ง ตกสะเก็ด และจะกลายเป็นสีเทา ๆ โดยเฉพาะที่บริเวณมือหน้าเส้นกลางของหน้าท้อง petechia, ecchymosis และบวมได้ ม้ามจะโตมาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ม้ามนุ่มไม่เจ็บปวด และอาจโตมากจนถึงเชิงกราน ตับโต และบางรายจะมีต่อมน้ำเหลืองโตด้วย เลือดซีด เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 4,000/ลบ.มม. เกล็ดเลือดกับอัลบลูมินต่ำ และมี polyclonal hypergammaglobulinemia สูงมากซึ่งเป็น lgG ภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดขึ้นร่วมด้วยคือ ปอดบวม กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็จะตาย ซึ่งมักจะตายจากภาวะแทรกซ้อน ซีดมาก หรือมีเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้มาก ๆ ได้

บางรายผู้ป่วยมีอาการคล้ายจะหายไป แต่ต่อมามีอาการทางผิวหนัง เรียกว่า Post kala-azar dermal leishmaniasis เป็นตุ่มนูนและผื่นแดงเกิดขึ้น

 


ตับ ม้ามโตอาการที่เกิดกับอวัยวะภายใน
 


Kala-azar อาการVLหายแล้ว แต่กลับมีตุ่มนูน ผื่นแดงเกิดขึ้น

การตรวจวินิจฉัย
Cutaneous และ Mucocutaneous leishmaniasis สามารถตรวจดูแผลตามร่างกาย หารอยแมลงกัด ซักประวัติการเข้าไปยังพื้นที่แหล่งแพร่โรค ขูดแผลทำ stained smears หาเชื้อ หรือทำ PCR ส่วน Visceral leishmaniasis ใช้วิธี ELISA, IFAT, DAT, Formal-gel reaction เจาะไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง หรือ ตัดชิ้นเนื้อ ดูดของเหลวของ ตับ ม้าม มาทำ stained smear หรือเพาะเลี้ยงเชื้อแล้วฉีดเข้าสัตว์ทดลอง เป็นต้น

การรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับประเภทและอาการของโรคมี ยารักษาเฉพาะโรค เช่น Pentaualent antimoniais หรือ Amphotericin B เป็นต้น หรือใช้ยาทา และผ่าตัด รวมทั้งการรักษาตามอาการ อย่างไรก็ตาม ยารักษาเฉพาะโรคนั้นมักจะมีอาการแทรกซ้อนมาก จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และอยู่ในการดูแลของแพทย์ ปัจจุบันมียาเม็ดชนิดรับประทาน “Miltefosine “ซึ่งองค์การอนามัยโลกนำมาใช้กำจัดโรคลิชมาเนียในประเทศอินเดีย เนปาลและบังคลาเทศ

การป้องกันและควบคุมโรคลิชมาเนีย
  1. โรคลิชมาเนียโดยเฉพาะประเภทที่มีคนเป็นรังโรคต้องดำเนินการค้นหาผู้ ป่วยให้ พบอย่างรวดเร็ว (active-case detection) แล้วให้การรักษา ส่วนสัตว์รังโรคก็ให้ควบคุมโรคในสัตว์หรือลดจำนวนรังโรคลงให้เร็วที่สุด
  2. ประเทศไทยแม้ไม่มีรายงานว่าติดต่อแล้ว แต่ควรมีการเฝ้าระวังโรค เช่น แรงงานไทยทุกคนที่เดินทางกลับจากประเทศที่เป็นแหล่งแพร่โรคควรได้รับการตรวจ ร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นโรคลิชมาเนียเนื่องจากผู้ป่วยมักไม่ทราบ เพราะไม่มีอาการรุนแรง หรือโรคอาจหายเองได้ถ้าภูมิต้านทานดีขึ้น
  3. กำจัดพาหะริ้นฝอยทรายกรณีโรคมีการระบาด ระยะแรกควรศึกษาหาข้อมูลชนิดพาหะริ้นฝอยทรายตามสถานที่สำคัญในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคนี้ในอนาคต
  4. จัดการสิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านเรือนให้สะอาด ไม่มีเศษอาหารตกค้างให้หนูมากินจนเป็นแหล่งอยู่อาศัย ไม่มีโพรงไม้ รูหนู กองขยะ กองไม้ กองหิน และสัตว์เลี้ยงควรอยู่ในตาข่ายถี่เวลากลางคืน

ประเทศไทยเปิดเสรีทางแรงงาน โดยให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมายอาจจะมีการนำโรคนี้ หรือโรคอื่นเข้ามาในประเทศได้ รวมทั้งชาวไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีโรคแปลก หรือโรคที่รุนแรงถึงชีวิต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการที่เข้มงวดและเคร่งครัดในเรื่องของการตรวจ สุขภาพคนเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อประชาชนในชาติจะมีสุขภาพดีต่อไป

ปรับปรุงจาก สุวิช ธรรมปาโล. โรคลิชมาเนีย . จุลสารควบคุมโรค 2546; 14(6): 8-11.
ข่าวประกวดราคา
   
 
ศูนย์เอกสารและสื่ออิเลคโทรนิค
 

วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง (Journal of the Vector - Borne Diseases)
วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง
วารสารโรคติดต่อนำโดยแมลง (Journal of the Vector - Borne Diseases)
เชื้อไวรัสซิกา
แนวทางและคู่มือปฏิบัติการ
เชื้อไวรัสซิกา
สื่อต้นแบบโรคที่นำโดยยุงลาย (AEC)
สื่อต้นแบบ
สื่อต้นแบบโรคที่นำโดยยุงลาย (AEC)
ภาวะพร่อง enzyme  G6PD
งานวิจัย
ภาวะพร่อง enzyme G6PD

   

 

 
ท่านพึ่งพอใจกับเนื้อหาตลาดนัดความรู้ของ IVM